จำนวนนับ
1 = นึ่ง
2 = สอง
3 = สาม
4 = สี่
5 = ห้า
6 = ฮก
7 = เจ๋ด
8 = แปด
9 = เก้า
10 = ซิบ
11 = ซิบเอ๋ด
20 = ซาว
21 = ซาวเอ๋ด

พืช ผัก ผลไม้
มะละกอ = บะก้วยเต๊ศ
กล้วยน้ำว้า = ก้วยอ่อง / ก้วยนิอ่อง
มะตูม = บะปีน
ส้มเขียวหวาน = ส้มเกลี้ยง เขียวหวาน
แตงล้าน = ม่ะแต๋งซั้ง ( ร้านที่ทำให้เครือแตงพันขึ้นไป ทางเหนือเรียกว่า ซั้ง )
น้อยหน่า = ม่ะหน้อแหน้ / น้อยแหน้
บวบงู = ม่ะนอยงู
มะเขือเปราะ = บะเขือผ่อย
มะเขือยาว = บะเขือขะม้า - - ออกเสียง ม่ะเขือขะม่า / ม่ะเขือหำม้า
มะระขี้นก = บะห่อย
แตงกวา = บะแต๋ง
กล้วย = เชียงใหม่ เรียก ก้วยใต้ ลำปาง เรียก ก้วยลิอ่อง หรือ ก้วย โก๊ย
กล้วยน้ำว้า = ก้วยใต้
พุทรา = หม่ะตัน
ละมุด = หม่ะมุด
กระท้อน = บะตื๋น หมะต้อง
มะปราง = บะผาง
ฝรั่ง = บ่ะหมั้น,บะแก๋ว
ขนุน = หม่ะหนุน,บ่ะหนุน
มะพร้าว = บะป๊าว
ส้มโอ = บะโอ
ฟักทอง = บะฟักแก้ว /บะน้ำแก้ว/น้ำแก้ว
ฟักเขียว = บะฟักหม่น
มะแว้ง = บะแขว้งขม
มะเขือพวง = บะแขว้ง /บ่ะแขว้งกุลา
ลูกยอ = หม่ะต๋าเสือ
มะเขือเทศ = บะเขือส้ม
กระท้อน = บะตึ๋น
ตะไคร้ = ชะไคร
คึ่นช่าย = ผักกะพึน,กำพึน (กะปึน)
ผักตำลึง = ผักแคบ
ชะพลู = ผักแค ใบปูนา ปูลิง

สัตว์
จิ้งหรีด = จิ้กุ่ง,จิ้หีด
ค้างคก = ค้างคาก กบตู่
ลูกอ๊อด = อีฮวก
ปลาไหล = ปลาเอี่ยน ปลาเหยี่ยน
จิ้งเหลน = จั๊ก-กะ-เหล้อ
กิ้งก่า = จั๊ก-ก่า

เครื่องใช้
กรรไกร = มีดยับ มีดแซม
กระดุม = บะต่อม
เข็มขัด = สายแอว สายฮั้ง
ช้อน = จ๊อน
ทับพี = ป้าก
ถุงเท้า = ถุง**
ผ้าเช็ดตัว = ผ้าตุ้ม
ผ้าห่ม = ผ้าต๊วบ
ยาสูบ = ซีโย
รองเท้า = เกือก /เกิบ
รองเท้าฟองน้ำ = แค็บ

คำกริยา
กำปั้น หมัด = ลูกกุย
โกรธ = โขด
กลับ = ปิ๊ก (เช่น "เฮาปิ๊กบ้านละหนา")
กางร่ม = กางจ้อง
โกหก = วอก ขี้จุ๊
กิน = กิ๋น
ก่าย = ปาด อิง
ขโมย = ขี้ลัก
ขี่หลังคน(เกาะ) = เก๊าะ
ขี้เหนียว = ขี้จิ๊
คิด = กึ๊ด
เครียด = เกี้ยด
จริง = แต๊(เช่น "แต๊ก๊ะ" = "จริงหรอ")
เจ็บ = เจ๊บ
ใช้ = ใจ๊
ดู = ผ่อ
เด็ก = ละอ่อน
ตกคันได = ตกบันได
เที่ยว = แอ่ว
ทำ = ยะ(เช่น "ยะหยัง" = "ทำอะไร")
นั่งพับเพียบ = นั่งป้อหละแหม้
นั่งขัดสมาธิ = นั่งขดขวาย
นั่งยอง ๆ = นั่งข่องเหยาะ,หย่องเหยาะ
นั่งไขว่ห้างเอาเท้าข้างหนึ่งพาดบนเข่า = นั่งปกขาก่ายง้อน
นั่งวางเฉย นั่งหัวโด่ = นั่งคกงก(ก๊กงก)
นั่งลงไปเต็มที่ตามสบาย(โดยไม่กลัวเปื้อน) = นั่งเป้อหละเหม้อ, นั่งเหม้อ
พูด = อู้
รัก = ฮัก
รู้ = ฮู้
ลื่นล้ม = ผะเริด
วิ่ง = ล่น
สวมรองเท้า = ซุบแข็บ
สะดุด = ข้อง
สวยจังเลยนะ = งามหลายน้อ
สบายอกสบายใจ = ซว่างอกซว่างใจ๋
เหรอ = ก๊ะ
ห่วง = ห่วง (คำเมืองแท้ๆคือ อ่วง ว้อง หรือ ข๋าง)
เหนื่อย = อิด หม้อย
ให้ = หื้อ
อยาก = ไข
อยากอ้วก อยากอาเจียน = ใขฮาก
อร่อย = ลำ
อร่อยมาก = จ๊าดลำ
อย่าพูดมาก = จ๊ะไปปากนัก
อย่าพูดเสียงดัง = จ๊ะไปอู้ดัง
คิดไม่ออก = กึ๊ดหม่ะออก

คำวิเศษณ์ และอื่นๆ
ก็ = ก่
** = ง่าว
เช่น = เจ้น
ถึง = เถิง
ไม่ = หมะ(เช่น หมะใจ๊ = ไม่ใช้)
นะ = เน้อ(เช่น เน้อครับ = นะครับ)
เป็น = เป๋น
ร่ม หมายถึง ร่มเงา = ฮ่ม
ร่ม หมายถึง (ร่มกันแดด-กันฝน) = จ้อง
ใหญ่ = หลวง(เช่น "หูหลวง" = "หูใหญ่")
เหนียว = ตั๋ง
ทุก = กุ๊ (เช่น กุ๊ๆ คน= ทุกๆคน)
แบบนี้ อย่างนี้ = จะอี้
แบบนั้น อย่างนั้น = จะอั้น

คำนาม สรรพนาม[/b]
ฉัน = เปิ้น (สุภาพ) , ฮา(ไม่ค่อยสุภาพส่วนใหญ่ใชักับเพื่อนผู้ชาย)
เธอ = ตั๋ว(สุภาพ) , คิง(ไม่ค่อยสุภาพส่วนใหญ่ใชักับเพื่อนผู้ชาย)
เขา(สรรพนามบุรุษที่ 3) = เปิ้น
ปู่ย่าตายาย ลุงป้าน้าอา = อุ้ย (เช่น แม่อุ้ย ป้ออุ้ย)
ผู้ชาย = ป้อจาย
ผู้หญิง = แม่ญิง
พวกเขา = หมู่เขา
พวกเธอ = สูเขา (สุภาพ), คิงเขา(ไม่ค่อยสุภาพส่วนใหญ่ใชักับเพื่อนผู้ชาย)
พวกเรา = หมู่เฮา, เฮาเขา
พ่อ = ป้อ
พี่ชาย = อ้าย,ปี่
พี่สาว = ปี่
ยี่สิบบาท = ซาวบาท
ยี่สิบเอ็ด = ซาวเอ็ด
เรือน = เฮือน
โรงเรียน = โฮงเฮียน
อิฐ = บ่าดินกี่
คำเล่าลือ = กำสีเน
ปฏิทิน = ปั๊กกะตืน คำเมืองแท้ๆจะแปลว่าปฏิทิน

สี
ดำคึลึ = คนอ้วนล่ำผิวดำ
ดำผืด = ฝูงนกฝูงกาขนดำอยู่เป็นฝูง
ดำคุมมุม = ดำสลัวอยู่ในความมืด
ดำขิกติ้ก = ดำซุปเปอร์
ดำคิมมิม = คนผอมกระหร่อง ผิวดำ
ดำเหมือนเเหล็กหมก = ดำเหมือนเหล็กไหม้ไฟ
ดำเหมือนหมิ่นหม้อ = ดำเหมือนเขม่าติดหม้อดินที่ไหม้ไฟ
ดำผึด = ดำทั่วทั้งแถบ
ดำผึดำผึด = ดำมากๆทั่วๆไป
แดงฮ่าม = แดงอร่าม
แดงเผ้อเหล้อ = แดงเป็นจุดใหญ่จุดเดียว
แดงปะหลึ้ง = แดงจัดมาก
แดงปะหลิ้ง = แดงอมชมพู แดงเป็นจุดเล็กๆ
เหลืองฮ่าม = เหลืองอร่าม
เหลืองเอิ่มเสิ่ม = เหลืองอมส้ม
เขียวอุ้มฮุ่ม = เขียวแก่
เขียวปึ้ด = เขียวจัดมาก
มอยอ้อดฮ้อด = สีน้ำตาลหม่น
ขาวจั๊วะ = ขาวนวล
ขาวโจ๊ะโฟ้ะ = ขาวมากๆ
ขาวเผื้อะขาวเผือก = มองไปทางไหนก็ขาวไปหมด
เปิดเจ้อะเห้อะ = สีขาวซีด
หม่นซ้อกป้อก = หม่นมัวหรือเทาอ่อน
หม่นโซ้กโป้ก = หม่นสกปรกหรือสีเทาแก่
หมองซ้อกต๊อก = ดูเก่า หรือซีด จืดไป
เส้าแก๊ก = สีหม่นหมองมาก
เส้าตึ้มตื้อ = ใบหน้าหมองคล้ำ สีมืดไม่สดใส
ลายขุ่ยหยุ่ย = ลายพร้อย หรือลายเป็นดอกดวง
ใสอ้อดหล้อด = สดใสแบบอาบน้ำเสร็จใหม่ๆ
ใส่ยงยง = สว่างจ้า

แสง-เสียง
มืดแถ้ก = มืดสนิท
มืดสะลุ้ม = มืดสลัวๆ
มืดซุ้มซิ้ม = มืดนิดๆ
มืดวุ่ยวาย = มืดลางๆ ยังพอจำหน้ากันได้
แจ้งฮุมหุฮุมหู่ = สว่างลางๆเลือนๆ
แจ้งฮ่าม = สว่างจ้าสว่างเรืองรอง
แจ้งลึ้ง = สว่างโร่เห็นได้ชัด
แจ้งดีขวายงาม = สว่างปลอดโปร่งโล่งใจไม่มีอุปสรรค
หันวุยวาย = เห็นเลือนๆลางๆ
ดั้กปิ้ง = เงียบกริบ
ดั้กปิ้งเย็นวอย = เงียบเชียบ
ดั้กแส้ป = ไม่ได้ข่าวคราว
ดั้กก๊กงก = นั่งนิ่ง
ดังทึดทึด = เสียงดังก้องไปทั่ว

กลิ่น รส
เหม็นโอ๊ง, เหม็นโอ่ = เหม็นเน่า
จ๋างแจ้ดแผ้ด = จืดชืด
ขมแก๊ก = ขมมาก
ส้มโจ๊ะโล๊ะ = รสเปรี้ยวมาก
ฝาดหยั่งก้นตุ๊ = รสฝาดมาก

ขอขอบคุณทุกคนที่มาให้กำลังใจผม และขอโทษที่ไม่ได้เขียนในหลายวันนี้ที่ผ่านมาครับ เพิ่งกลับมาจากแม่สาย ครั้งนี้ไปภาดเหนือรู้สึกดีมาก ชอบเมืองเล็กๆอย่างเชียงราย แบบรถน้อย เงียบๆ ไม่เหมือนกรุงเทพเวลาเดินทางคุยไม่ได้ยินเลย อากาศก็ดีมาก ผมพักอยู่ที่บ้านเพื่อนที่แม่สาย กลางคืนรู้สึกหนาวด้วย นี่ที่เมืองไทยครั้งแรกเลย 555

เมื่ออยู่ในรถโคช ตื่นมาเข้าห้งน้ำตอนตี 3 เพื่อนก็ตื่น เห็นว่าพวกเราอยู่ในเมือง ถามผมว่าเรากำลังอยู่ในเมืองอะไร ผมก็หาป้ายดู แต่รถมันขับเร็ว มองไม่ค่อยชัด เห็นมีป้ายเขียนว่า "ชะเบา" เพื่อนตอนว่า "ชะเบา? ที่ไหนวะ ไม่รู้จัก" อีก 5 นาทีรถจอด ครั้งนี้เห็นชัดๆ มันเป็น "พะเยา"

วันแรกเพื่อนจะพาไปฝั่งพม่า แต่ผมไม่มีรูปทำวีซ่า re-entry และคิดว่าเสีย 1600 ไปกลับไม่ค่อยคุ้ม officer คนไทยได้ยินผมพูดไทยได้ เลยก็บอกว่า "งั้นไม่ต้องทำก็ได้ ไปหลอกคนมพ่า ไม่ว่าเค้าถามยังไง ก็บอกเค้าว่าเป็นคนไทย ลืมเอาบัตรมา" เมื่อพวกเราเดินเข้า custom ของพม่า คนที่ตรวจเหมือนดูออกผมไม่ใช่คนไทย เรียกให้พวกเราเอาบัตรให้เค้า ผมก็บอกว่าลืมเอามาอย่างคนไทยคนนั้นบอก แต่คนพม่าไม่เชื่อ เข้าห้องไปเรียกคนอื่น ตอนนั้นผมกลับจริงๆ เพราะยังไงทำแบบนี้ก็ผิดกฎหมายอยู่แล้ว ขาสั่นนิดนึงด้วย 555 แล้วมีผู้หญิงคนนึงเดินออกมา ใช้ภาษาไทยถามผมทำไมไม่มีบัตรแลัเป็นคนไทยจริงๆรึป่าว ผมฟังออกเค้าไม่ใช่คนไทยเหมือนกัน ก็ตัดสินใจหลอกเค้าต่อ บอกว่าใช่ เค้าถามคำถามนี้ไม่น้อยกว่า 5 รอบ ผมก็พยายามออกเสียงชัดๆ สุทท้ายเค้าบอกว่า "อืม คนไทย" ปลอยให้เราไป คิดว่าเสี่ยงแบบนี้เพื่อไม่เสีย 1600 บาทไม่คุ้มมากกว่าเสียค่าวีซ่า อย่างน้อยยังมี stamp ของพม่า 55 วันที่ 2 ผมกลับมาฝั่งไทยไปเจอผู้หญิงคนไทยคนนั้นเอา passport เค้าถามว่า "ทำไมเมื่อวานไม่ได้กลับมา" จริงๆแล้วผมอยู่พม่าข้ามคืนไม่ได้ โชคดีมาก คนพม่าไม่ได้เช็ควันที่ ที่หจังผมจะไม่ทำแบบนี้แน่เลย ละครไทยขายถูกมากๆ แผ่นละ 14 บาทเอง กลัวโดนตลวจเลยก็ไม่ได้ซื้อเยอะ แต่ซื้อถูงเท้า 12 คู้ แค่ 90 บาทเอง ครั้งแรกเห็นสินค้าชนิดนี้ขายถูกว่าที่เมืองจีน

เที่ยวที่จ.เชียงรายมันก็ไม่ค่อยง่าย รู้สึกว่าไม่มีรถก็ไม่มีโอกาสไปไหนเลย ที่น่าเที่ยวทั้งหมดอยู่บนภูเขา และไม่อยู่ด้วยกัน หมูบ้านนั้นที่ขายชา ชื่ออะไรลืมแล้ว เป็นคนจีนหมดเลย ผมคุยภาษาจีนกับเค้าเค้าไม่มีปัญหาสักหน่อยเลย พูกเก่งมากๆ สวนแม่ฟ้าหลวงสวน ก็คือกาแฟขายแพง 55 ผมได้ไปเที่ยวมหาวิทยาลับแม่ฟ้าหลวงด้วย สวยขบากนั้นไม่น่าเชื่อเป็นมหาลับเลย มีศูนย์ภาษาจีนด้วย ไปเป็นอาจารย์สอนภาษาจะดีมั้ย 555

ชอบอาหารเหนือ ข้าวซอยไก่อร่อย และภาษาเหนือด้วย แต่ไม่ได้เรียน พูดได้แค่ "จั้ดเง่า" จริงๆแล้วผมรู้จักเพื่อนคนเหนือก็เยอะมาก เท่ากันกับเพื่อนคนอีสาน อยากเรียนภาษาเหนือมากเลย

 

ถ้าบอกว่าเพลงนี้ แต่งให้เธอ เธอจะเชื่อไหม
如果说这首歌 为你而做 你会信吗
มันอาจไม่เพราะ ไม่ซึ้งไม่สวยงามเหมือนเพลงทั่วไป
它也许不够动听 不够感人 不够优美 就像一般的歌
อยากให้รู้ ว่าเพลงรัก ถ้าไม่รัก ก็เขียนไม่ได้
想让你知道 爱情的歌 如果不爱 就写不出来
แต่กับเธอคนดีรู้ไหม ฉันเขียนอย่างง่าย...ดาย
但是对你这么好的你 你知道吗 写它是那么轻而易举

เธอคงเคยได้ยินเพลงรักมานับร้อยพัน
爱情的歌你可能听过成百上千
มันอาจจะโดนใจ แต่ก็มีความหมายเหมือนๆกัน
它们也许触动你的心 但含义也都是一样
แต่ถ้าเธอฟังเพลงนี้ เพลงที่เขียนเพื่อเธอเท่านั้น
但如果你听这首歌 这首只为你而写的歌
เพื่อเธอเข้าใจความหมายแล้วใจจะได้มีกันและกัน
为了让你明白它的含义 我们的心就会在一起

ให้มันเป็นเพลง บนทางเดินเคียง
让它成为我们同行道路上的歌
ที่จะมีเพียงเสียงเธอกับฉัน อยู่ด้วยกันตราบนานๆ
只有你的声音陪伴着我 就这样永远地在一起
ดั่งในใจความบอกในกวี ว่าตราบใดที่มีรักย่อมมีหวัง
就像诗歌里写得那样 只要有爱就有希望
คือทุกครั้งที่รักของเธอส่องใจ ฉันมีปลายทาง
每次你的爱照在我的心上 我就有了目的地

มีความจริงอยู่ในความรักตั้งมากมาย
爱情中有很多真实的事情
และที่ผ่านมาฉันใช้เวลาเพื่อหาความหมาย
这些日子以来我花时间去找它的含义
แต่ไม่นานก็เพิ่งรู้ เมื่อทุกครั้งที่มีเธอใกล้
然而不久就知道了 每次有你在身边的时候
ว่าถ้าชีวิตคือทำนอง เธอก็เป็นดังคำร้อง ที่เพราะและซึ้งจับใจ
如果说生命是旋律 你就是上面的音符 动听且扣人心弦

ให้มันเป็นเพลง บนทางเดินเคียง
让它成为我们同行道路上的歌
ที่จะมีเพียงเสียงเธอกับฉัน อยู่ด้วยกันตราบนานๆ
只有你的声音陪伴着我 就这样永远地在一起
ดั่งในใจความบอกในกวี ว่าตราบใดที่มีรักย่อมมีหวัง
就像诗歌里写得那样 只要有爱就有希望
คือทุกครั้งที่รักของเธอส่องใจ ฉันมีปลายทาง
每次你的爱照在我的心上 我就有了目的地

มีทางเดินให้เราเดินเคียง และมีเสียงของเธอกับฉัน
一条让我们同行的路 有你的声音陪伴着我
มีทางเดินให้เราเดินร่วมเคียง และมีเสียงของเธอกับฉัน
一条让我们在一起的路 有你的声音陪伴着我

เพลงนี้เพราะแต่ร้องยากจริงๆ ภาษาจีนที่ผมแปลมันก็อาจไม่เพราะไม่ซึ้งไม่สวยงามเลย ตอนนี้คิดว่าภาษาจีนลืมไปหมด ในฝันก็พูดภาษาไทย บางที่อยากเขียนภาษาจีนก็เขียนไม่ออก ต้องใช้มือถือพิมพ์ดูด้วย ถ้าแม่รู้จะด่าแน่เลย

เมื่อเดือนมีนารักแห่งสยามออกมา พอดีผมจะกลับไปปักกิ่ง ก็ไม่ได้ดู 2 เดือนที่แล้วผมเดินผ่านร้านเช่า VCD เห็นมีเรื่องนี้เลยก็เช่ามา แต่รู้สึกไม่ค่อยกล้าดูหนัง gay "เพื่อน"ก็ไม่ได้ดูเหมือนกันเลย

เมื่อผมเริ่มเขียนบลอกนี้ไม่ได้นึกว่าจะมีคนมาดู ขอบคุณทุกคนที่มาอ่านภาษาไทยแลปกๆของผมและให้ comment ผมด้งย ฃึ้งมากเลยครับ 555 ยินดีที่ได้รู้จักครับ

วันพฤหัสก็จะเริ่มสอบแล้ว หนังสือยังไม่ได้อ่าน รายงานกลุ่มก็ยังไม่ได้ทำ หูย เปลี่ยนเป็นคนแบบนี้ผมก็รู้สึกเสียใจมาก ถ้าตอนแรกผมเข้าจุฬา ไม่ใช่เอแบค ตอนนี้ผมก็อาจจะไม่มีปัญหาแบบนี้ เรียนที่เอแบค ข้างๆมีแค่ลูกคนรวย ไม่ชอบเรียน ไม่ชอบทำงาน บ้างคนไม่มาเรียนด้วย ที่ผมเห็น พวกเค้าชอบแค่เที่ยวรดของใครแพงกว่ากัน แฟนของใครสวยกว่า ประเป๋าของยี่ห้ออะไรๆ

ยังจำได้ว่าเมื่อผมเข้าเอแบค ผมเรียนใส่ใจมากๆ เทอมแรกมีแค่ตัวเดียวไม่ได้ A ผมก็คิดเหมือนคนจีนทั่วไป อยากสู้คนอื่น อยากได้ที่หนึ่ง ตั้งแต่เทอมที่สอง ผมเริ่มเข้าใจว่า เรียนที่นี่ ไม่ต้องขยันมากก็สู้พวกเค้าได้ หลังจากนั้น GPA ของผมก็ลงมาเรื่อยๆ เสียใจจริงๆ

ผมชอบจุฬาเพราะว่าที่นุ่นมีคนสามแบบ คนที่ไม่ค่อยฉลาดแต่ขยันมาก คนที่ไม่ค่อยขยันแต่ฉลาดมาก คนที่ขยันและฉลาด ผมชอบอยู่กับคนแบบนี้ และอยากมีเพื่อนแบบนี้ มันทำให้ผมรู้สึกว่า ผมเองยังไม่ดีพอ คนอื่นกำลังพยายามอยู่ ผมพักได้ยังไง ถ้าเป็นยังนี้ เพื่อนๆเทียบกัน มันก็เหมือนอาจารย์สอนให้ 1+1>2 แต่ที่เอแบคเวลาทำงานกลุ่มมันก็เปลี่ยนเป็น 1+1=1 เพราะบางคนไม่ทำ แล้วบางทีมันเป็น 1+1<1 ด้วยเพราะบางคนไม่ทำและไม่บอกให้คนอื่นทำแทน สุดท้ายงานกลุ่มก็ทำไม่เส็ด ทำร้ายทุนคนในกลุ่ม อาจารย์บางคนก็ไม่พูดภาษาอังกฤษ ในห้องเรียนใช้ภาษาไทยอธิบาย พวกเราจะเข้าใจได้ยังไง ไม่ว่าเข้าใจหรือไม่มันก็ไม่ยุติธรรม อาจารย์คนฝรั่งก็มั่ว ที่เค้าสอนเค้ายังไม่รู้เรื่องเลย

ตอนนี้ผมเสียกำลังใจมาก แค่อยากรีบจบแล้วรีบไปทำอย่างอื่น กำลังคิดอยู่ว่าจบแล้วไปทำงานที่ SCG จะดีมั้ย งานเยอะคนเยอะ จะได้ความรู้และประสบการณ์หลายแบบ อีกสองเทอม สู้ๆ

泰语里 “我”的表达__________________________

posted on 23 Sep 2008 04:19 by jingkrub

“我”和“你”在现代汉语里的表达很简单,“我”就是我,“你”就是你,在日常生活中连“您”这个字都不常听见了。现在的孩子都讲究人人平等,别说父母,就连隔辈都能称兄道弟。相反,在泰语里“我”和“你”的表达却是等级森严,需要花很长时间去体会才能掌握的。今天先说说“我”。


  • ผม(phom): 男性自称为phom是向对方表示尊敬,生活中在同陌生人、长辈、老师交谈时一般使用phom。有时候在和不太熟悉的同龄人甚至比自己小的人交谈时,比如朋友的朋友、朋友的兄弟姐妹,也要使用phom,对方是男人时更是如此(因为没有更恰当的替代词)。
  • ดิฉัน(di-chan):女性第一人称。一般教泰语的书里都会说女性的第一人称是di-chan,实际生活中这个词的使用率是相当低的,我曾经问过 很多泰国女孩,绝大多数人都表示在生活中从来没有使用过di-chan这个词。唯一能听到的地方就是电视节目,尤其是访谈类节目。另外,中年女性在接受采访的时候也经常自称为di-chan。
  • ฉัน(chan):作为相对随便的称呼,chan是和朋友交谈时女人常用的第一人称代词,无论对方是男是女都可以使用。但是除非对方年龄小你很多,在同 长辈、老师和陌生人交谈时是不可以使用的。除此之外,chan是爱人之间自称的标准用词。一般来讲男性只有在这个时候才使用chan。
  • เรา(rao):这个词在年轻人之间出现频率很高,因为它既不那么礼貌也不那么随便,只要是同龄人,无论是刚认识的朋友还是很熟悉的好友之间都可以使用。同样的情况下,男人也可以对女人自称rao,但是男人和男人之间很少、或几乎不使用这个词。
  • เขา(เค้า) (khao):是年轻女性常用的很“可爱”的表达。由于这个词的另一个意思是“他/她”,造成误会的情况也时有发生。
  • กู(ku):这个词是教科书上没有却又出现频率极高的。ku脏话里的自称,汉语里没有能全面替代这个词的用法,大概相当于自称为“老子”。ku在非常熟 悉的朋友之间使用可以营造良好的氛围。一部分泰国女孩认为即使是好朋友也不应该使用ku,因为它毕竟是脏话。另一部分认为只要对方觉得无所谓,这个词还是 可以使用的。需要注意的是,不要因为听见女孩讲ku就判断她是不好的女孩。对于男孩来说,ku的使用更为普遍,而且往往是配合其它脏话一齐使用,比如 มึง、ไอ้เหี้ย、ไอ้สัตว์等等。ku更是打架、吵架时候的“官方指定第一人称代词”。
  • หนู(nu):这个词的本意是老鼠,同时也是小女孩的自称,很多人从小使用这个称呼,长大以后就没有改,但是一般仅限于跟老师、长辈谈话时使用。为了表现得可爱,有的女孩在男朋友面前也会自称为nu。
  • พี่(pee):是哥哥/姐姐的意思。当和比自己小的人交谈时,尤其是当对方也已经使用pee作为第二人称代词来称呼的时候,可以使用这个词来表示亲切。各个年龄段都可以使用。
  • น้อง(nong):是弟弟/妹妹的意思。当称呼对方为pee的时候,可以自称为nong来明确身份关系和表示尊敬。
  • 小名:使用自己的小名是很普遍的用法,不分男女,同时它也是男性仅有的几个可以替代phom的用法之一。对于男性来说,在和同龄男性交谈的时候,除非要刻意表示礼貌和尊重,一般用自己的名字做第一人称代词是很保险也很恰当的。
  • ข้า (ka):男性第一人称代词。这个词被用在武侠小说和译制片里,在生活中是没有人使用的。
  • ข้าพเจ้า (kapajao):男女通用第一人称代词。kapajao比ka更为古典,基本只有在古代文学及宗教书籍中才出现。年轻人有时候会用这个词自称来开玩笑,好像汉语里的“吾”。
  • 其它身份:使用爸爸、妈妈、老师等表示身份的词自称也是很普遍的用法,并且在大多数情况下没有其它人称代词可以替代它们。

掌握了这些,在听到两个泰国人讲话的时候,根据他们使用的代词就可以立即判断出他们的关系,是很方便实用的。自己和泰国人交谈的时候使用恰当的人称代词,并且在适当的时候,随着关系的发展变换到其它人称代词,会给对方留下非常好的印象,对于促进人际关系也是很有帮助的。

这篇文章并不全面,一些暂时没有想到的,或者还没有接触到的用法将会在以后补充。另外,方言里的使用也没有提及,比如e-san一些地区男子自称ข้อย (koi),以及脏话ku的使用场合和泰国中部曼谷地区也是不相同的,由于了解的不多,不敢涉及。如果以上内容有什么谬误,还请多多指教。